10 ไมค์อัดเสียง ยี่ห้อไหนดี ปี 2025 รุ่นยอดฮิต อัดเสียงคมชัด ตัดเสียงรบกวน

ไมค์อัดเสียง ยี่ห้อไหนดี

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักพอดแคสต์ นักร้อง ยูทูบเบอร์ หรือเกมเมอร์ การมี ไมค์อัดเสียง คุณภาพดีถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างคอนเทนต์ที่โดดเด่นและน่าประทับใจ เสียงที่ชัดเจนและไพเราะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับเนื้อหาและสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟัง แต่การเลือกไมค์อัดเสียงที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องท้าทาย เพราะในตลาดมีตัวเลือกมากมายที่แตกต่างกันทั้งในด้านฟีเจอร์ ราคา และคุณภาพเสียง

ดังนั้นบทความนี้ ตังค์ทอน จะพาคุณไปทำความรู้จักกับไมค์อัดเสียงประเภทต่าง ๆ พร้อมเคล็ดลับในการเลือกไมค์ที่เหมาะกับการใช้งานของคุณที่สุด รวมไปถึง ทุกคนก็จะได้พบกับ ไมค์อัดเสียง ทั้ง 10 รุ่นที่น่าใช้งาน เป็นรุ่นที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ ถ้าพร้อมแล้ว เราก็มาดูรายละเอียดกันเลย

วิธีการเลือกซื้อไมค์อัดเสียง ปัจจัยใดบ้างที่ควรรู้เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง?

การเลือกไมค์อัดเสียงไม่ใช่แค่การดูราคา แต่เป็นการเข้าใจถึงความต้องการเฉพาะตัวของคุณ รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อคุณภาพเสียงและการใช้งานของไมค์ เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ เราจะอธิบายปัจจัยสำคัญอย่างละเอียด ดังนี้

1. ประเภทของไมโครโฟน (Microphone Types)

ไมโครโฟนมีหลายประเภทที่เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน การเลือกประเภทที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก นี่คือประเภทหลัก ๆ พร้อมคำอธิบายอย่างละเอียด:

Dynamic Microphone

  • พื้นฐานการทำงาน : ไมโครโฟนชนิดนี้ใช้หลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า โดยมีขดลวดเคลื่อนที่ไปมาตามการสั่นของเสียง ทำให้ทนต่อเสียงดังได้ดี
  • เหมาะกับใคร : เหมาะสำหรับการอัดเสียงที่มีความดัง เช่น การร้องเพลงสด เสียงกลอง หรือใช้ในพื้นที่ที่มีเสียงรบกวน
  • จุดเด่น : มีความทนทานสูง สามารถใช้งานในสถานการณ์ที่อาจมีการกระแทกหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น คอนเสิร์ตกลางแจ้ง, ไม่ไวต่อความชื้นหรือสภาพอากาศมากนัก และ ราคาค่อนข้างประหยัดเมื่อเทียบกับไมค์ประเภทอื่น
  • ข้อจำกัด : คุณภาพเสียงอาจไม่คมชัดในรายละเอียดเมื่อเทียบกับไมค์คอนเดนเซอร์ และไม่เหมาะกับการอัดเสียงที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น การบันทึกเสียงในสตูดิโอ

Condenser Microphone

  • พื้นฐานการทำงาน : ใช้แผ่นไดอะแฟรมบาง ๆ ทำหน้าที่แปลงเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้าผ่านกระบวนการประจุไฟฟ้า ทำให้สามารถจับรายละเอียดเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม
  • เหมาะกับใคร : นักพอดแคสต์ นักร้อง หรือผู้สร้างคอนเทนต์ที่ต้องการเสียงที่ชัดเจนและละเอียดมาก
  • จุดเด่น : จับรายละเอียดเสียงได้ดีมาก โดยเฉพาะเสียงที่มีความถี่สูง เช่น เสียงร้องและเครื่องดนตรีอะคูสติก และให้เสียงที่สมจริงและมีมิติ ทำให้เหมาะสำหรับการบันทึกเสียงในสตูดิโอ
  • ข้อจำกัด : ราคาสูงกว่าไมค์แบบ Dynamic, ต้องการไฟเลี้ยง (Phantom Power) จาก Audio Interface หรือ Mixer เพื่อทำงาน และไวต่อเสียงรบกวนและความชื้น ทำให้ต้องใช้งานในพื้นที่ควบคุมเสียง

Ribbon Microphone

  • พื้นฐานการทำงาน : ใช้แถบโลหะบาง ๆ เป็นตัวรับเสียง ทำให้ได้เสียงที่มีโทนอุ่นและเป็นธรรมชาติ
  • เหมาะกับใคร : การบันทึกเสียงร้องหรือเครื่องดนตรี เช่น กีตาร์ไฟฟ้า หรือแอมป์ที่ต้องการความลึกของเสียง
  • จุดเด่น : ให้เสียงที่อบอุ่นและมีเอกลักษณ์เหมาะสำหรับงานสตูดิโอระดับมืออาชีพ
  • ข้อจำกัด : บอบบางมากและต้องการการดูแลรักษาเป็นพิเศษ รวมทั้ง ราคาสูง และไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่เชี่ยวชาญ

2. รูปแบบการรับเสียง (Polar Patterns)

รูปแบบการรับเสียงกำหนดทิศทางที่ไมโครโฟนสามารถจับเสียงได้ดีที่สุด การเลือกที่เหมาะสมกับการใช้งานจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น :

Cardioid (รับเสียงด้านหน้า)

  • ลักษณะการทำงาน : รับเสียงจากด้านหน้าไมค์ได้ดีที่สุด ลดเสียงรบกวนจากด้านข้างและด้านหลัง
  • เหมาะสำหรับ : การอัดเสียงพูด เสียงร้องเพลง หรือพอดแคสต์ และสถานการณ์ที่ต้องการโฟกัสเฉพาะเสียงเดียว เช่น การแสดงสด
  • จุดเด่น : ลดเสียงรบกวนรอบข้างได้ดี ทำให้ได้เสียงที่คมชัด และเหมาะกับการใช้งานทั่วไปที่สุด

Omnidirectional (รับเสียงทุกทิศทาง)

  • ลักษณะการทำงาน : รับเสียงได้จากทุกทิศทางรอบไมค์
  • เหมาะสำหรับ : การบันทึกเสียงในห้องประชุม การสัมภาษณ์กลุ่ม หรือการบันทึกเสียงบรรยากาศ
  • จุดเด่น : ให้เสียงที่เป็นธรรมชาติ ไม่เน้นเสียงจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และเหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการเสียงรอบตัว
  • ข้อจำกัด : รับเสียงรบกวนจากรอบข้างได้ง่าย

Bidirectional (รับเสียงด้านหน้าและด้านหลัง)

  • ลักษณะการทำงาน : รับเสียงจากด้านหน้าและด้านหลัง แต่ลดเสียงจากด้านข้าง
  • เหมาะสำหรับ : การสัมภาษณ์สองคน และการอัดเสียงที่ต้องการเสียงจากสองแหล่งพร้อมกัน

Shotgun (รับเสียงด้านหน้าอย่างแคบ)

  • ลักษณะการทำงาน : มีลักษณะการรับเสียงแบบแคบมาก เน้นรับเสียงจากทิศทางเดียวโดยตรง
  • เหมาะสำหรับ : การบันทึกเสียงในงานภาพยนตร์ หรือสถานที่ที่มีเสียงรบกวนสูง และการถ่ายทำวิดีโอในสถานที่จริง เช่น การสัมภาษณ์นอกสถานที่

3. ความไวของไมโครโฟน (Microphone Sensitivity)

ความไวของไมค์เป็นตัวกำหนดว่าไมค์สามารถรับเสียงที่เบาหรือดังได้ดีเพียงใด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพเสียง:

ความไวสูง

  • เหมาะสำหรับ : การอัดเสียงที่ต้องการความละเอียด เช่น เสียงกระซิบ หรือเสียงเครื่องดนตรีอะคูสติก
  • ข้อดี : จับเสียงได้ละเอียดและครบถ้วน แม้เสียงเบา
  • ข้อเสีย : อาจรับเสียงรบกวนจากรอบข้างได้ง่าย

ความไวต่ำ

  • เหมาะสำหรับ : การอัดเสียงในพื้นที่เสียงดัง เช่น การแสดงสดหรือการใช้ไมค์กับแอมป์กีตาร์
  • ข้อดี : ลดเสียงรบกวนและเสียงเพี้ยนได้ดี

4. การเชื่อมต่อ (Connection Types)

ไมโครโฟนมีรูปแบบการเชื่อมต่อหลากหลาย ซึ่งส่งผลต่อความสะดวกและคุณภาพเสียง:

XLR : เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อสำหรับมืออาชีพ ต้องใช้อุปกรณ์เสริม เช่น Audio Interface หรือ Mixer

  • ข้อดี : คุณภาพเสียงดีเยี่ยม และสามารถปรับแต่งเสียงได้หลากหลาย
  • ข้อเสีย : ต้องใช้อุปกรณ์เสริม ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

USB : ใช้งานง่าย เชื่อมต่อโดยตรงกับคอมพิวเตอร์

  • ข้อดี : ติดตั้งง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น
  • ข้อเสีย : คุณภาพเสียงอาจไม่เทียบเท่า XLR

3.5mm : ใช้กับอุปกรณ์ทั่วไป เช่น สมาร์ทโฟนหรือกล้อง

  • ข้อดี : ราคาถูกและใช้งานง่าย
  • ข้อเสีย : คุณภาพเสียงอาจต่ำกว่า USB หรือ XLR

5. การตอบสนองความถี่ (Frequency Response)

ช่วงการตอบสนองความถี่เป็นตัวกำหนดว่าไมค์สามารถจับเสียงในช่วงความถี่ใดได้บ้าง:

  • สำหรับเสียงร้อง : ควรเลือกไมค์ที่ตอบสนองในช่วง 80 Hz – 15 kHz เพื่อให้ได้เสียงที่คมชัด
  • สำหรับเครื่องดนตรี : ช่วงที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องดนตรี เช่น กีตาร์เบสต้องการไมค์ที่ตอบสนองความถี่ต่ำได้ดี

6. งบประมาณ (Budget)

งบประมาณเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คุณควรกำหนดขอบเขตงบประมาณและเปรียบเทียบคุณภาพของไมค์ในช่วงราคานั้นเพื่อให้ได้ความคุ้มค่าสูงสุด

7. แบรนด์และรีวิวจากผู้ใช้งานจริง

– เลือกแบรนด์ที่มีชื่อเสียง เช่น Shure, Rode, Audio-Technica, หรือ Blue Microphones เพื่อความมั่นใจในคุณภาพ
– อ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริงในเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือชมตัวอย่างเสียงก่อนตัดสินใจซื้อ

การเลือกไมโครโฟนที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการศึกษา เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการใช้งานและคุณภาพเสียง หวังว่าคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและได้ไมค์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณอย่างแท้จริง!

10 ไมค์อัดเสียง ยี่ห้อไหนดี ปี 2025 รุ่นยอดฮิต อัดเสียงคมชัด ตัดเสียงรบกวน

สำหรับ ไมค์อัดเสียง ทั้ง 10 รุ่น ที่เรานำมาฝากในวันนี้ เป็นรุ่นที่มีคุณภาพดี ใช้งานง่าย สามารถบันทึกเสียงได้อย่างคมชัด เหมาะสำหรับการใช้งานเป็นอย่างยิ่ง สำหรับรายละเอียดสามารถดูจากรีวิวด้านล่างได้เลย

1. Maono PD200X ไมโครโฟนไดนามิก USB XLR RGB XLR

Maono PD200X ไมโครโฟนไดนามิก USB XLR RGB XLR

ราคา 2,900 บาท

คุณภาพเสียงระดับมืออาชีพ พร้อมไฟ RGB ปรับแต่งได้ และรองรับการเชื่อมต่อทั้ง USB/XLR

Maono PD200X เป็นไมโครโฟนไดนามิกที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ตั้งแต่ไลฟ์สด พอดคาสต์ ไปจนถึงเกมมิ่ง ด้วยเทคโนโลยีการรับเสียงแบบ Cardioid ที่ตัดเสียงรบกวนรอบข้าง ทำให้เสียงที่ได้ชัดเจนและเป็นธรรมชาติ พร้อมโช้คอัพในตัวที่ลดการสั่นสะเทือน และไฟ RGB สุดเท่ที่ปรับแต่งได้ตามสไตล์ของคุณ

ตัวไมโครโฟนรองรับการเชื่อมต่อทั้ง USB และ XLR ทำให้ใช้งานได้กับอุปกรณ์หลากหลาย ทั้งคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือมิกเซอร์ระดับมืออาชีพ นอกจากนี้ยังมีปุ่มควบคุม 2-in-1 สำหรับปรับเสียงไมโครโฟนและหูฟัง พร้อมปุ่มปิดเสียงแบบกดเดียวที่สะดวก และสามารถปรับแต่งเสียงเพิ่มเติมผ่านซอฟต์แวร์ Maono Link

ในราคาเพียง 2,900 บาท Maono PD200X จึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าและครบครันสำหรับทุกคนที่ต้องการไมโครโฟนคุณภาพสูงในราคาประหยัด

2. ไมค์บันทึกเสียง SHURE MV7 Podcast Microphone

ไมค์บันทึกเสียง SHURE MV7 Podcast Microphone

ราคา 10,900 บาท

คุณภาพสูง พร้อมฟีเจอร์ปรับแต่งเสียงผ่านแอปพลิเคชัน และช่อง Headphone Monitoring

SHURE MV7 Podcast Microphone เป็นไมค์บันทึกเสียงระดับมืออาชีพที่ออกแบบมาเพื่อให้คุณได้เสียงคมชัดทุกสัมผัส ในราคา 10,900 บาท ไมค์ตัวนี้มาพร้อมเทคโนโลยีการรับเสียงที่แม่นยำ ช่วยโฟกัสเสียงหลักและตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คุณสามารถบันทึกเสียงได้ทุกที่โดยไม่ต้องกังวลกับเสียงรบกวน พร้อมเปลี่ยนพื้นที่ใดๆ ให้กลายเป็นสตูดิโอบันทึกเสียงได้ทันที

จุดเด่นที่สำคัญของ SHURE MV7 คือความสามารถในการปรับแต่งเสียงผ่านแอปพลิเคชัน ShurePlus™ MOTIV ซึ่งช่วยให้คุณปรับโทนเสียงได้ตามต้องการ และยังมี Preset ให้เลือกใช้งานเพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ต่างๆ นอกจากนี้ ไมค์ยังมีช่อง Headphone Monitoring Output ช่วยให้คุณได้ยินเสียงตัวเองแบบเรียลไทม์ขณะบันทึก ทำให้มั่นใจได้ว่าเสียงที่ได้จะสมบูรณ์แบบที่สุด ด้วยคุณสมบัติที่ครบครันและคุณภาพเสียงระดับพรีเมียม SHURE MV7 จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับนักพอดคาสต์หรือผู้ที่ต้องการบันทึกเสียงคุณภาพสูงอย่างแท้จริง

3. sE Electronics ชุดไมค์บันทึกเสียงคุณภาพดี X1 S Studio Bundle

sE Electronics ชุดไมค์บันทึกเสียงคุณภาพดี X1 S Studio Bundle

ราคา 11,370 บาท

ครบเซตจบในกล่อง พร้อมแผ่นกั้นเสียง และอุปกรณ์เสริมคุณภาพสูง

sE Electronics X1 S Studio Bundle เป็นชุดไมค์บันทึกเสียงคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานในราคา 11,370 บาท ชุดนี้มาพร้อมอุปกรณ์ครบครัน ทั้ง Shock Mount, Pop Filter และแผ่นกั้นเสียง RF-X Reflexion Filter ที่ช่วยป้องกันเสียงรบกวนจากสิ่งแวดล้อม ทำให้คุณสามารถบันทึกเสียงได้คมชัดแม้อยู่ในห้องนอนหรือพื้นที่ที่ไม่ใช่สตูดิโอ ตัวไมค์เป็นแบบคอนเดนเซอร์ระบบคาร์ดิออยด์ ที่เชื่อมต่อผ่าน XLR และรองรับระดับเสียงได้สูงถึง 160dB ทำให้เหมาะสำหรับการบันทึกเสียงร้องหรือเครื่องดนตรีที่ต้องการรายละเอียดเสียงสูง

นอกจากนี้ ตัวไมค์ยังมาพร้อมฟีเจอร์ปรับแต่งเสียงที่หลากหลาย เช่น Pad switch 2 ระดับ และ Low cut switch 2 ระดับ ช่วยลดเสียงรบกวนและปรับเสียงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมการบันทึก ด้วยคุณสมบัติที่ครบถ้วนและคุณภาพเสียงระดับมืออาชีพ sE Electronics X1 S Studio Bundle จึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการสร้าง Home Studio หรือสตูดิโออัดเสียงขนาดเล็ก

4. ไมค์ไร้สาย DJI Mic 2 Wireless Microphone

ไมค์ไร้สาย DJI Mic 2 Wireless Microphone

ราคา 3,500 บาท

ดีไซน์พรีเมียม บันทึกเสียงคมชัด พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนอัจฉริยะ

DJI Mic 2 Wireless Microphone ราคา 3,500 บาท เป็นไมโครโฟนไร้สายที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่สวยงามและทันสมัย ตัวเคสชาร์จผลิตจากโลหะพรีเมียม ให้ความรู้สึกเรียบหรูและทนทาน พร้อมระบบล็อคป้องกันการตกหล่น ทำให้คุณใช้งานได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ ความโดดเด่นของไมโครโฟนรุ่นนี้อยู่ที่การบันทึกเสียงคุณภาพสูง ที่ให้เสียงคมชัดและสมจริง เหมาะสำหรับการทำงานที่ต้องการความละเอียดของเสียง

นอกจากนี้ DJI Mic 2 ยังมาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวนอัจฉริยะ ที่ช่วยลดเสียงรบกวนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เสียงที่ได้มีความชัดเจนแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวนสูง และด้วยการบันทึกภายในแบบ 32-bit float ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดเสียงได้ครบถ้วน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความแม่นยำในการบันทึกเสียง DJI Mic 2 Wireless Microphone จึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าในราคา 3,500 บาท สำหรับผู้ที่ต้องการไมโครโฟนไร้สายคุณภาพสูงและดีไซน์สวยงาม

5. BOYA ไมค์ขนาดเล็กไมโครโฟนปกไม่มีเสียงรบกวน BY-V1/V2

BOYA ไมค์ขนาดเล็กไมโครโฟนปกไม่มีเสียงรบกวน BY-V1/V2

ราคา 1,124 บาท

น้ำหนักเบา ใช้งานง่าย เชื่อมต่อได้หลากหลายอุปกรณ์

BOYA BY-V1/V2 ไมโครโฟนไร้สาย 2.4G ราคา 1,124 บาท เป็นไมโครโฟนขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน ด้วยเทคโนโลยีไร้สาย 2.4G ที่เชื่อมต่อเครื่องรับกับเครื่องส่งสัญญาณได้พร้อมกัน 2 เครื่อง ทำให้เหมาะสำหรับการทำงานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และกล้องได้อย่างหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกเครื่องรับให้เลือกถึง 3 แบบ ได้แก่ USB-C, Lightning และ TRS 3.5 มม. ทำให้รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้เกือบทุกประเภท

ไมโครโฟนรุ่นนี้มาพร้อมกับไมโครโฟนในตัวและคลิปหนีบเข็มขัดแบบหมุน 360 องศา ทำให้สามารถติดตั้งและปรับตำแหน่งได้ง่ายตามต้องการ อีกทั้งยังสามารถฟังเสียงที่บันทึกได้โดยไม่ต้องถอดเครื่องรับ ช่วยให้การตรวจสอบเสียงทำได้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น BOYA BY-V1/V2 จึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า สำหรับผู้ที่ต้องการไมโครโฟนไร้สายคุณภาพดีในราคาประหยัด

6. MAONO DGM20 ไมโครโฟนคอนเดนเซอร์ USB RGB

MAONO DGM20 ไมโครโฟนคอนเดนเซอร์ USB RGB

ราคา 920 บาท

ใช้งานง่าย พร้อมฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวนและไฟ RGB สวยงาม

MAONO DGM20 ไมโครโฟนคอนเดนเซอร์ USB RGB ราคา 920 บาท เป็นไมโครโฟนที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและความสวยงาม ด้วยการเชื่อมต่อ USB/Type-C ที่ใช้งานง่าย ไม่ต้องเสียบอุปกรณ์เสริมให้ยุ่งยาก พร้อมฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน ทำให้เสียงที่ได้ชัดเจน ไม่มีเสียงรบกวนมารบกวนการใช้งาน นอกจากนี้ยังมีไฟ RGB ถึง 9 โหมดให้เลือกปรับแต่งตามสไตล์ของคุณ ทำให้การใช้งานหรือการสตรีมมิ่งดูมีสีสันมากขึ้น

ไมโครโฟนรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับแขนไมโครโฟนที่แข็งแรง แต่ยืดหยุ่น ปรับระดับได้ตามต้องการ และรองรับการใช้งานกับขายึดคาน DGM20S ทำให้สามารถติดตั้งได้หลากหลายรูปแบบ ส่วนตัวยึดกันกระแทกช่วยลดเสียงรบกวนจากการสั่นสะเทือน และยังมีตัวกรองป๊อปแบบถอดได้ ช่วยให้เสียงที่ได้นุ่มนวล ไม่มีเสียงป๊อปมารบกวน MAONO DGM20 จึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าในราคาไม่ถึงพันบาท

7. ไมค์อัดเสียง FANTECH MCX01

ไมค์อัดเสียง FANTECH MCX01

ราคา 799 บาท

ไฟ RGB สวยงาม รับเสียงคมชัดแบบ Cardioid และช่องเสียบหูฟังในตัว

FANTECH MCX01 เป็นไมโครโฟน Condenser ที่มาพร้อมดีไซน์ทันสมัยและฟังก์ชั่นครบครันในราคาเพียง 799 บาท ตัวไมค์ใช้งานง่ายแบบ Plug and Play เพียงเสียบ USB เข้ากับคอมพิวเตอร์หรือ PS4 ก็พร้อมใช้งานทันที โดยไม่ต้องติดตั้ง Driver หรือ Amplifier ให้วุ่นวาย ทำให้เหมาะสำหรับการไลฟ์สด เล่นเกม อัดเสียงร้องเพลง หรือทำคลิป YouTube ด้วยคุณสมบัติการรับเสียงแบบ Cardioid Polar Pattern ที่จับเสียงจากด้านหน้าได้ชัดเจน พร้อมตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ FANTECH MCX01 ยังมาพร้อมฟองน้ำครอบไมค์ที่ช่วยกรองเสียงลมและลดเสียงรบกวน ทำให้ได้เสียงที่คมชัดและเป็นธรรมชาติมากขึ้น และด้วยช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ในตัว คุณสามารถ Monitor เสียงของตัวเองได้แบบเรียลไทม์ เพิ่มความมั่นใจในการใช้งาน ส่วนไฟ RGB สวยงามที่วิ่งวนบนหัวไมค์ก็ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับอุปกรณ์ของคุณได้เป็นอย่างดี ในราคาที่คุ้มค่า FANTECH MCX01 จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่ต้องการไมค์คุณภาพดีในงบจำกัด

8. ไมโครโฟนตั้งโต๊ะมีสาย ONIKUMA HOKO USB MICROPHONE

ไมโครโฟนตั้งโต๊ะมีสาย ONIKUMA HOKO USB MICROPHONE

ราคา 899 บาท

ไมค์ตั้งโต๊ะแบบ Plug and Play พร้อมแผ่นกันเสียง ปรับองศาได้ และใช้งานง่ายด้วยการสัมผัส

ONIKUMA HOKO USB MICROPHONE เป็นไมโครโฟนตั้งโต๊ะที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการสตรีมมิ่ง เล่นเกม พอดแคสต์ และการประชุมออนไลน์ ในราคาเพียง 899 บาท ตัวไมค์เชื่อมต่อแบบ Plug and Play ผ่านพอร์ต USB ทำให้ใช้งานง่ายและสะดวก เพียงเสียบสายก็พร้อมใช้งานทันที มาพร้อมแผ่นกันเสียงที่ช่วยลดเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม ทำให้เสียงที่ได้ชัดเจนและเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีขนาดกะทัดรัด ประหยัดพื้นที่ และสามารถถอดตัวไมค์ออกจากฐานได้ พร้อมปรับองศาให้เหมาะกับตำแหน่งผู้ใช้งานได้อย่างอิสระ

จุดเด่นอีกอย่างของ ONIKUMA HOKO คือฟังก์ชันการใช้งานที่สะดวกสบาย เพียงสัมผัสเบาๆ ที่ตัวไมค์ก็สามารถเปิด-ปิดการใช้งานได้ทันที ตัวไมค์มีความไวในการรับเสียง -30±2dB และรองรับช่วงความถี่เสียง 20Hz-20,000Hz ให้เสียงคมชัด เก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน เหมาะสำหรับการบันทึกเสียงพูด เสียงร้องเพลง หรือเสียงดนตรี ตัวไมค์ใช้ชิปเซ็ต SSS1700 และเชื่อมต่อผ่านพอร์ต TYPE-C / USB พร้อมสายเคเบิลยาว 1.5 เมตร ทำให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น

9. ไมโครโฟน FIFINE K683B USB MICROPHONE

ไมโครโฟน FIFINE K683B USB MICROPHONE

ราคา 1,790 บาท

ไมโครโฟนอเนกประสงค์พร้อมการรับเสียง 4 รูปแบบ เหมาะสำหรับ ASMR และงานบันทึกเสียงทุกประเภท

FIFINE K683B USB MICROPHONE ราคา 1,790 บาท เป็นไมโครโฟนอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ทั้งการบันทึกเสียง ASMR, การอัดเสียงร้องเพลง และงานบันทึกเสียงอื่น ๆ ด้วยความสามารถในการเลือกการรับเสียงได้ถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ Cadioid, Bi-Directional, Omnidirectional และ Stereo ซึ่งปรับเปลี่ยนได้สะดวกผ่านปุ่มบนตัวเครื่อง ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย โดยเฉพาะเทรนด์ ASMR ที่ต้องการความละเอียดของเสียงรอบทิศทาง นอกจากนี้ ไมโครโฟนรุ่นนี้ยังมาพร้อมปุ่มปรับความดังสำหรับหูฟัง ช่วยให้สามารถมอนิเตอร์เสียงได้ทันทีขณะบันทึก

การเชื่อมต่อใช้งานง่ายด้วย USB ที่รองรับทั้งคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเสริม ทำให้สะดวกและรวดเร็วในการเริ่มต้นใช้งาน ด้วยฟังก์ชันการทำงานที่ครบครันและราคาที่คุ้มค่า FIFINE K683B จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และมืออาชีพที่ต้องการไมโครโฟนคุณภาพดีในงบประมาณไม่เกิน 2,000 บาท

10. ไมค์ไร้สาย Ulanzi J12 Wireless Lavalier Microphone

ไมค์ไร้สาย Ulanzi J12 Wireless Lavalier Microphone

ราคา 1,499 บาท

ขนาดกะทัดรัด พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนอัจฉริยะ ใช้งานง่าย พกพาสะดวก

Ulanzi J12 Wireless Lavalier Microphone ราคา 1,499 บาท เป็นไมค์ไร้สายขนาดเล็กกะทัดรัด ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน ด้วยระบบตัดเสียงรบกวนอัจฉริยะ ที่ช่วยลดเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม ทำให้เสียงที่ได้ชัดเจนและคมชัด เหมาะสำหรับการบันทึกเสียงในสถานที่ที่มีเสียงรบกวนสูง เช่น การสัมภาษณ์ การไลฟ์สตรีม หรือการบันทึกวิดีโอ

การใช้งานง่าย ไม่ต้องตั้งค่าซับซ้อน เพียงแค่เสียบตัวรับเข้ากับ iPhone ก็พร้อมใช้งานทันที ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็วและไม่ยุ่งยากในการเริ่มต้นใช้งาน นอกจากนี้ ดีไซน์ของไมค์ยังทันสมัย สวยงาม และพกพาได้สะดวก ทำให้คุณสามารถนำไปใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา Ulanzi J12 Wireless Lavalier Microphone จึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า สำหรับผู้ที่ต้องการไมค์ไร้สายคุณภาพดีในราคาประหยัด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไมค์อัดเสียง

1. ไมค์อัดเสียงมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร?

ไมค์อัดเสียงมีหลายประเภท เช่น ไมค์คอนเดนเซอร์ (Condenser Microphone) ที่เหมาะสำหรับงานบันทึกเสียงในสตูดิโอเพราะให้ความคมชัดและตอบสนองเสียงได้กว้าง ไมค์ไดนามิก (Dynamic Microphone) เหมาะสำหรับการใช้งานในที่มีเสียงรบกวน เช่น เวทีแสดงสด และไมค์ USB ที่เหมาะสำหรับมือใหม่หรือการทำงานที่ไม่ต้องการอุปกรณ์เสริมมากมาย

2. ควรเลือกไมค์แบบไหนสำหรับมือใหม่ที่เริ่มทำพอดแคสต์หรือสตรีมมิ่ง?

ไมค์ USB เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่ เพราะใช้งานง่าย เพียงแค่เสียบเข้าคอมพิวเตอร์ก็ใช้งานได้เลย ไม่ต้องมีอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น Audio Interface

3. ไมค์คอนเดนเซอร์ต้องใช้ไฟเลี้ยง (Phantom Power) ไหม?

ใช่ ไมค์คอนเดนเซอร์ส่วนใหญ่ต้องการไฟเลี้ยงแบบ 48V หรือ Phantom Power เพื่อให้ทำงานได้ คุณสามารถใช้ Audio Interface หรือมิกเซอร์ที่มีฟังก์ชันนี้เพื่อจ่ายไฟให้ไมค์

4. จะลดเสียงรบกวนขณะอัดเสียงได้อย่างไร?

ควรเลือกห้องที่เงียบและลดเสียงสะท้อน เช่น ใช้โฟมซับเสียงหรือบูธอัดเสียงแบบพกพา และใช้ไมค์ที่มีรูปแบบการรับเสียงที่เหมาะสม เช่น Cardioid เพื่อโฟกัสเสียงจากด้านหน้าและลดเสียงรอบข้าง

5. ไมค์อัดเสียงมีอายุการใช้งานนานแค่ไหน?

อายุการใช้งานขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา หากใช้งานอย่างถูกต้องและเก็บในที่ปลอดภัย ไมค์อาจใช้งานได้เป็น 10 ปีหรือนานกว่านั้น

6. ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอะไรบ้างกับไมค์อัดเสียง?

อุปกรณ์เสริมที่ควรมี ได้แก่ ขาตั้งไมค์ (Mic Stand) ป๊อปฟิลเตอร์ (Pop Filter) หรือวินด์ชิลด์ (Windscreen) เพื่อกรองเสียงลม รวมถึง Audio Interface หรือมิกเซอร์ในกรณีที่ใช้ไมค์ XLR

7. ระหว่างไมค์ USB กับไมค์ XLR ควรเลือกแบบไหนดี?

ไมค์ USB เหมาะสำหรับการใช้งานง่ายๆ เช่น พอดแคสต์หรือสตรีมมิ่ง ส่วนไมค์ XLR เหมาะสำหรับมืออาชีพที่ต้องการคุณภาพเสียงสูง และปรับแต่งเสียงผ่านอุปกรณ์เพิ่มเติม

8. ทำไมเสียงที่อัดด้วยไมค์ถึงเบาหรือไม่ชัดเจน?

อาจเกิดจากการตั้งค่าระดับเสียงที่ต่ำเกินไป การวางไมค์ห่างจากแหล่งเสียง หรือใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม ตรวจสอบ Audio Interface หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้อัดเสียงเพื่อปรับค่า Gain ให้เหมาะสม

9. ไมค์อัดเสียงที่ดีต้องมีราคาแพงเสมอไปไหม?

ไม่จำเป็น ปัจจุบันมีไมค์คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ เช่น ไมค์ USB สำหรับมือใหม่ หรือไมค์คอนเดนเซอร์รุ่นเริ่มต้นที่คุณภาพเสียงดีและราคาไม่สูง

10. จะรู้ได้อย่างไรว่าไมค์อันไหนเหมาะกับการใช้งานของเรา?

ควรพิจารณาจากประเภทงาน เช่น การอัดเสียงพูด การร้องเพลง หรือการบันทึกเครื่องดนตรี รวมถึงงบประมาณและความสะดวกในการใช้งาน เช่น เลือกไมค์ USB สำหรับความง่าย หรือไมค์ XLR สำหรับคุณภาพเสียงสูงสุด

บทส่งท้าย

ไมค์อัดเสียงเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการบันทึกเสียงที่มีคุณภาพ โดยมีหลายประเภท เช่น ไมค์คอนเดนเซอร์ที่เหมาะกับงานในสตูดิโอ ไมค์ไดนามิกที่ทนต่อเสียงรบกวน และไมค์ USB ที่ใช้งานง่ายสำหรับมือใหม่ การเลือกไมค์ขึ้นอยู่กับการใช้งาน เช่น การอัดเสียงพูด ร้องเพลง หรือพอดแคสต์ อุปกรณ์เสริมอย่างป๊อปฟิลเตอร์และขาตั้งไมค์ช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงได้ นอกจากนี้ การตั้งค่าและการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมจะช่วยยืดอายุการใช้งานไมค์และให้เสียงที่ชัดเจนมากที่สุด

About the Author: Tangthon

สวัสดีครับ ผมตังค์ทอน ผู้ที่มีความสนใจของใช้ต่าง ๆ ทั้งภายในบ้าน และนอกบ้าน เพราะเป็นของใช้ที่มีประโยชน์ ช่วยอำนวยความสะดวกได้ดี และใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผมจึงอยากเขียนรีวิวแนะนำสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งแนะนำวิธีการเลือกซื้อเพื่อให้ผู้ที่สนใจและกำลังมองหาสินค้านั้น ๆ ได้ทราบ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการตัดสินใจ ให้สามารถเลือกได้ง่ายยิ่งขึ้น สิ่งไหนดี สิ่งไหนน่าใช้ ยี่ห้อไหนดี รุ่นไหนดีที่สุด สามารถหาคำตอบได้ จากในบทความเลยครับ

You might like