วิธีการใช้เครื่องซักผ้าที่ผิด ๆ ห้ามทำเด็ดขาด ถ้าไม่อยากเสียใจภายหลัง

วิธีการใช้เครื่องซักผ้าที่ผิด

การใช้งานเครื่องซักผ้า หลาย ๆ คนก็จะคิดว่า ไม่ยากเลย ง่าย ๆ แสนสะดวกสบาย เพราะที่ตัวเครื่องมีปุ่มเริ่มการทำงานแบบออโต้มาให้เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็แค่เทผ้าจากตะกร้าลงไปในถังซัก กดปุ่มเริ่มการทำงาน รอให้ซักเสร็จ จากนั้นก็นำผ้าไปตากแดด ง่าย ๆ แค่นี้นี่เอง แต่ว่าบางทีเราอาจจะทำบางอย่างที่ไม่ถูกวิธีอยู่ จนอาจจะทำให้เครื่องซักผ้าเสียได้ วันนี้ครับ ตังค์ทอน จะมาบอก วิธีการใช้เครื่องซักผ้าที่ผิด ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้ทราบ และจะได้ไม่เผลอทำลงไปนั่นเอง ต้อบอกเลยนะครับว่า ถ้าเราไม่ระวังให้ดี เราต้องเสียใจภายหลังอย่างแน่นอน เนื้อหาในวันนี้มีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลยครับ

วิธีการใช้เครื่องซักผ้าแบบผิด ๆ จนเป็นสาเหตุให้เครื่องเสีย

อยากที่บอกไปแล้วในตอนต้นว่า การใช้งานเครื่องซักผ้าไม่ใช่แค่ใส่ผ้าแล้วซัก ๆ ให้เสร็จ ๆ ไป แต่เราอาจจะกำลังกระทำการบางอย่าง ที่ทำให้เครื่องรับภาระหนักเกินไปอยู่ สาเหตุมีอะไรบ้างมาดูกันเลยครับ

1. ใช้งานเครื่องหนักมากจนเกินไป

การใช้งานเครื่องซักผ้าหนักเกินไปนั้น คือการที่เรานำผ้าใส่เครื่องมากจนเกินกว่าเครื่องจะรับไหว ตามปกติเครื่องซักผ้าจะบอกจำนวนความอยู่ ให้เราใส่ผ้าให้เหมาะสมกับความจุนั้น อย่างเช่น ถังความจุ 5 – 6.9 กิโลกรัม ใส่ผ้าได้ไม่เกิน 30 ชิ้น ถังความจุ 7 – 8.9 กิโลกรัม ใส่ผ้าได้ไม่เกิน 45 ชิ้น ถังความจุ 9 – 10.9 กิโลกรัม จะสามารถใส่ผ้าได้ประมาณ ไม่เกิน 65 ชิ้น

ส่วนถังความจุ 11 กิโลกรัมขึ้นไป จะสามารถใส่ผ้าได้ 56 ชิ้นขึ้นไป การที่เราใส่ผ้าจนเกินขีดจำกัดที่ได้บอกไป นอกจากจะซักผ้าไม่สะอาด เพราะผ้าแน่นเกินไปแล้ว ยังทำให้มอเตอร์ทำงาสหนักเกินไป การรับน้ำหนักก็รับไม่ไหว ส่งผลเสียหายอย่างหนักต่อเครื่อง ดังนั้นควรใส่ผ้าลงไปให้เหมาะสมด้วยนะครับ

2. ไม่แยกประเภทของผ้าก่อนซัก

เนื่องจากผ้าที่เราต้องการนำไปซักนั้น มีหลากหลายประเภท อย่างเช่น เสื้อหนา เสื้อบาง กางเกงยีน กระโปรง ผ้าเช็ดตัว ชุดนอน และอีกหลากหลายอย่าง รวมทั้งมีทั้งผ้าขาว และผ้าสี ซึ่งการซัก เราจะใส่รวมไปทีเดียวเลยไม่ได้่ ควรแยกเสื้อผ้าประเภทเดียวกัน แล้วค่อยซักด้วยกัน ไม่อย่างนั้น เสื้อผ้าจะเสียหายอย่างแน่นอน อย่างเช่น เอากางเกงยีน ไปซักผ้าเสื้อบาง ๆ การทำเช่นนี้ ผ้าบางขาดแน่นอน

ไม่ควรทำแบบนี้เลยนะครับ รวมทั้ง ก่อนที่เราจำผ้าลงไปซัก ควรตรวจสอบดูก่อนว่า ได้นำสิ่งของต่าง ๆ ในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงออกหมดแล้ว ทั้งเหรียญ ปากกา นามบัตร ลูกอม และเข็มขัดด้วย สำหรับเสื้อผ้าที่มีการรูดซิป ก็ต้องทำการรูดให้เรียบร้อยก่อน เพื่อที่จะได้ไม่ไปเกี่ยวกับเสื้อผ้าตัวอื่นจนเสียหาย วิธีง่าย ๆ สามารถใช้ถุงตาข่ายได้นะครับ เพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าเสียหาย และช่วยให้ะขอไม่ไปเกี่ยวกับเสื้อผ้าตัวอื่นจนเสียหายนั่นเอง

3. ใส่น้ำยาซักผ้ามากเกินไป

การซักผ้าที่ดีไม่ควรใส่น้ำยาซักผ้าลงไปมากเกินไป อะไรที่มากเกินไป ไม่ใช่เรื่องที่ดี รวมไปถึงการซักผ้าด้วย เพราะการที่เราเทน้ำยาซักผ้ามากเกินไป จะทำให้ล้างน้ำยาซักผ้าได้ไม่หมด ไม่สะอาด คราบน้ำยาที่หลงเหลืออยู่ ก็จะไปติดอยู่ตามเสื้อผ้า เสื้อตัวไหนสีเข้ม ๆ ยิ่งเห็นเป็นดวงเลย เมื่อน้ำยาซักผ้าไปตกค้างในเนื้อผ้าจำนวนมาก ก็จะทำให้มีกลิ่น และเป็นที่สะสมของเชื้อโรค ส่งผลเสียต่อสุขภาพอีก

นอกจากจะไปตกค้างอยู่ที่เสื้อผ้าของเราแล้ว น้ำใส้กรอง ช่องใส่น้ำยาซักผ้า ก็จะมีน้ำยาซักค้างตกค้างอยู่ที่บริเวณดังกล่าวด้วย เกิดปัญหาอุดตันขึ้นมาอีก ถ้าทั้งเครื่องซักผ้ามีแต่คราบน้ำยาซักผ้า และเกิดการอุดตันอย่างหนัก แน่นอนเลยครับ การใช้งานของเครื่องก็จะไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ปล่อยให้ปัญหานี้คงอยู่ต่อไป เครื่องซักผ้าของเราก็จะเสียหายแน่ในวันหนึ่ง เพราะฉะนั้น ให้ใส่น้ำยาซักผ้าแต่พอดี เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวนั่นเอง

4. ใช้เครื่องซักผ้าเสร็จแล้วปิดฝาตลอดเวลา

หลาย ๆ คนมีความคิกว่า ถ้าใช้งานเครื่องซักผ้าเสร็จแล้ว ต้องปิดฝาเครื่องซักผ้าเอาไว้เลย เพื่อไม่ให้จิ้งจก และแมลงเข้าไปในถัง หรืออาจจะเข้าไปติดในเครื่อง จนตายเหม็นได้ ดังนั้นปิดเอาไว้ดีกว่า ปลอดภัยไว้ก่อน แต่หารู้ไม่ว่า การกระทำนี้เป็นการกระทำที่ผิดอย่างยิ่ง เพราะเมื่อใช้งานเครื่องซักผ้าเสร็จใหม่ ๆ ภายในยังมีความชื้นตกค้างอยู่ พอเราปิด ไม่มีอากาศถ่ายเท ภายในก็จะไม่แห้ง เมื่อสะสมความชื้นไว้มาก ๆ ปัญหาเชื้อรา และกลิ่นเหม็นอับก็จะตามมา

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือ พอซักผ้าเสร็จแล้ว รีบเอาผ้าออกไปซัก อย่าทิ้งไว้ในเครื่องนาน ๆ และทำการเปิดฝาทิ้งเอาไว้ได้เลยนะครับ เพื่อให้อากาศถ่ายเทเข้าไป ทำให้ภายในถังซักแห้งสนิท ทำแบบนี้จะช่วยให้ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ และไม่มีความชื้นจนเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

5. ไม่เคยล้างทำความสะอาดเครื่องซักผ้าเลย

เมื่อเราซักผ้า เราจะเห็นว่า มีการเติมน้ำยาซักผ้า มีการล้างผ้าหลังจากซักเสร็จเรียบร้อย ก็เลยคิดเอาเองว่า เครื่องซักผ้าสะอาดแล้ว เพราะเราเปิดใช้งาน แต่ในความเป็นจริง มันไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ เพราะว่าเมื่อเราซักผ้าเสร็จแล้ว เราก็ต้องทำการล้างเครื่องซักผ้าด้วย เพราะในการซักผ้าแต่ละครั้ง ก็อาจจะมีเศษผ้า เศษผงต่าง ๆ ตกค้างอยู่ภายในถังซักด้วย

รวมไปถึงพวกน้ำยาซักผ้า ก็อาจจะไม่ได้หมดเกลี้ยงหลังจากการซักผ้า แต่จะไปตกค้างอยู่ตามช่องใส่น้ำยา ทำให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโณค ทำให้เราไม่ควรมองข้ามเรื่องนี้ เราจะต้องทำความสะอาดช่องใส่น้ำยาด้วยการเปิดโปรแกรมซักผ้าตามปกติ ไม่ต้องใส่ผ้าลงไป

เติมน้ำสมส้มสายชู 2 ถ้วยตวง แล้วเริ่มการทำงานเครื่องไว้ น้ำส้มสายชูจะไปทำการกำจัดกลิ่นเหม็นอับ และกำจัดเชื้อโรคไปในตัวด้วย เพื่อให้เครื่องสะอาดอยู่เสมอ อย่าลืมทำความสะอาดเครื่องด้วยวิธีนี้ด้วยนะครับ

สนใจเครื่องซักผ้าไว้ใช้งาน เรามีบทความมาฝากด้วยนะ

เครื่องซักผ้า นั้น มีประโยชน์มาก ๆ เลยนะครับ ช่วยซักผ้ากองโตให้เราได้อย่างสะอาดเอี่ยม ประหยัดแรงได้มาก และยังประหยัดเวลาด้วย ซึ่งเครื่องซักผ้าในท้องตลาดบ้านเรามีหลายแบบให้เลือกใช้งาน วันนี้เรามีรายละเอียดมาฝากด้วยนะครับ สามารถดูได้จากบทความด้านล่างครับ

บทส่งท้าย

เมื่อเพื่อน ๆ ได้ทราบวิธีการใช้งานเครื่องซักผ้าแบบผิด ๆ ที่จะทำให้เครื่องซักผ้าเสียหายกันไปเรียบร้อย ต่อจากนี้ เพื่อน ๆ ก็จะได้ซักผ้าได้อย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถูกวิธี ทำให้เครื่องซักผ้าของเรา สามารถใช้งานได้อย่างยาวนานมากยิ่งขึ้นแล้วครับ และอีกเรื่องหนึ่งที่อยากฝากไว้ก็คือ หมั่นทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละครั้งด้วย เพื่อที่ภายในถังซัก จะได้ไม่มีกลิ่นอับ และไม่มีเชื้อรานั่นเอง ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะทำให้เครื่องซักผ้าของเราพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

About the Author: Tangthon

สวัสดีครับ ผมตังค์ทอน ผู้ที่มีความสนใจของใช้ต่าง ๆ ทั้งภายในบ้าน และนอกบ้าน เพราะเป็นของใช้ที่มีประโยชน์ ช่วยอำนวยความสะดวกได้ดี และใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผมจึงอยากเขียนรีวิวแนะนำสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งแนะนำวิธีการเลือกซื้อเพื่อให้ผู้ที่สนใจและกำลังมองหาสินค้านั้น ๆ ได้ทราบ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการตัดสินใจ ให้สามารถเลือกได้ง่ายยิ่งขึ้น สิ่งไหนดี สิ่งไหนน่าใช้ ยี่ห้อไหนดี รุ่นไหนดีที่สุด สามารถหาคำตอบได้ จากในบทความเลยครับ